10 อันดับครีมลดรอยแผลเป็นที่คนนิยม 2022

ครีมลดรอยแผลเป็น

10 อันดับครีมลดรอยแผลเป็นที่คนนิยม 2022

เรื่อง “ผิว” ถือเป็นเรื่องที่หนุ่มสาวไม่ว่าวัยไหน ก็ล้วนให้ความสำคัญและใส่ใจไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากการสรรหาไอเทมบำรุงผิวพรรณ ไม่ว่าจะเป็นโลชั่นผิวขาว ครีมลดรอยแตกลาย หรือครีมลดรอยด่างดำ เป็นต้น เพราะการบำรุงผิวพรรณให้กลับมาดูดีไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะปัญหา “รอยแผลเป็น” ที่อาจเกิดจากสิว โดนยุงกัดแล้วเกาจนเยินเป็นแผล หรืออุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นตรงจุดไหนของร่างกาย ก็ล้วนสร้างความปวดใจได้ไม่น้อย เพราะรอยแผลบนร่างกายมันรักษายากและต้องใช้เวลานานนั่นเอง

รู้จักวิธีรักษาและลดรอยแผลเป็น

แม้ว่ารอยแผลเป็นอาจจางลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากดูแลอย่างถูกวิธีหรือมีตัวช่วยก็อาจช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงได้เร็วขึ้น โดยอาจรักษาได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ครีมและเจลทาแผลเป็น

    ครีมและเจลทาแผลเป็นสามารถหาซื้อได้ทั่วไป มักมีส่วนประกอบของสารที่ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิว อย่างวิตามินอีหรือสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น หัวหอม โกโก้บัตเตอร์ (Cocoa Butter) โดยช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณรอยแผลเป็น ทำให้รอยแผลเป็นมีสัมผัสที่นุ่มขึ้น และช่วยต้านการอักเสบ เนื่องจากผิวหนังบริเวณแผลเป็นที่เพิ่งหายจากการบาดเจ็บมักแพ้ง่าย การรักษาด้วยครีมอาจใช้เวลารักษาหลายเดือน อย่างไรก็ตาม สารสกัดเหล่านี้อาจให้ผลแตกต่างกันในผู้ใช้แต่ละคนและอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองในบางราย

  • เจลซิลิโคนลดรอยแผลเป็น

    เจลลดรอยแผลเป็นแบบซิลิโคนหาซื้อได้ทั่วไปเช่นกัน สามารถใช้ได้ตั้งแต่ช่วงที่แผลเริ่มตกสะเก็ด ซึ่งอาจช่วยลดการเกิดแผลเป็น ลดขนาดของแผลเป็น เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนัง และช่วยให้แผลเป็นนิ่มขึ้น โดยควรเลือกเจลลดรอยแผลเป็นที่มีสารประเภทวิตามินซีเป็นส่วนประกอบ เพราะจากการศึกษาพบว่าวิตามินซีมีสรรพคุณช่วยในการสมานแผล ยับยั้งการสร้างเม็ดสี ต้านการอักเสบ บวมแดง และช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็นได้ สามารถใช้ได้กับแผลเป็นธรรมดาและแผลเป็นนูน

    โดยเจลซิลิโคนรักษาแผลเป็นบางยี่ห้อมีการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้เจลซิลิโคนสามารถกันน้ำได้ ถ้าหากโดนมีดบาดจากการทำครัวและแผลเริ่มตกสะเก็ดก็เพียงปาดเจลซิลิโคนลงบนผิวโดยไม่ต้องนวดหรือถูซ้ำ โดยเจลจะทำหน้าที่กันน้ำและยังคงสภาพการออกฤทธิ์ จึงอาจช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

    เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาแผลเป็น ควรเลือกเจลลดรอยแผลเป็นที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่แผลเริ่มตกสะเก็ดเพื่อประสิทธิภาพในการลดรอย และมีความอ่อนโยนต่อผิว เพราะผิวหนังที่สร้างใหม่มักไวต่ออาการแพ้ นอกจากนี้ ควรใช้ติดต่อกันเป็นประจำอย่างน้อย 2-3 เดือน และใช้ต่อไปเรื่อย ๆ หากรอยแผลเป็นสามารถจางลงได้อีก นอกจากแบบเจลแล้ว ยังมีแผ่นแปะซิลิโคนสำหรับรักษารอยแผลเป็นด้วย แต่อาจต้องแปะไว้กับผิวตลอด

นอกจากนี้ ยังมีวิธีลดรอยแผลเป็นแบบอื่น ๆ ที่แพทย์อาจแนะนำแตกต่างกันไปตามชนิดของแผล

  • การฉีดสาร

    หากลองใช้ยาทารอยแผลเป็นติดต่อกันแล้ว แผลเป็นยังไม่จางลง แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดสารทางการแพทย์ อย่างสเตียรอยด์เพื่อต้านการอักเสบและทำให้แผลเป็นยุบลง สาร 5-Fluorouracil หรือยาบลีโอมัยซิน (Bleomycin) ที่ช่วยลดขนาดคีลอยด์และลดอาการคัน รวมถึงฟิลเลอร์ (Filler) ที่ช่วยเติมแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นหลุมยุบลงไปในผิว แต่การฉีดฟิลเลอร์อาจให้ผลลัพธ์แบบชั่วคราวเท่านั้น ส่วนการใช้สเตียรอยด์ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง อย่างอาการบวมแดงหรือกลับมาเป็นคีลอยด์ซ้ำได้ โดยการฉีดสารเหล่านี้อาจใช้ร่วมกับการรักษาแผลเป็นแบบอื่น

  • การผ่าตัด

    การผ่าตัดเพื่อลดรอยแผลเป็นทำได้ด้วยกันหลายวิธี เช่น การปลูกถ่ายกราฟต์ผิวหนัง (Skin Graft) โดยใช้เซลล์ผิวหนังอื่นมาปลูกทดแทน การตัดเนื้อส่วนเกินเพื่อลดอาการตึงของผิวหนังและลดขนาดของแผลเป็น การขัดผิวหนังให้ผิวมีลักษณะเรียบเสมอกับผิวปกติ (Dermabrasion) รวมไปถึงการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ที่อาจช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นและลดขนาดของรอยแผลเป็นเดิม ช่วยให้แผลเป็นอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งช่วยลดอาการปวดและคันบริเวณดังกล่าวด้วย

    การผ่าตัดเพื่อลดรอยแผลเป็นมักไม่ต้องนอนพักรักษาตัว แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างอาการปวดและบวมแดงได้ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีที่เหมาะสมสำหรับชนิดของรอยแผลเป็นและความรุนแรงของบาดแผล


We will be happy to hear your thoughts

Leave a reply

Top 10 Thailand
Logo